วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วัดภูเขาทอง
รูปนี้ได้ถ่าย ณ วัดภูเขาทอง ในระหว่างการเดินขึ้นไปไหว้พระข้างบน รูปนี้เป็นรูป จำรองของวันภูเขาทองว่าโดยรวมมีลักษณะเป็นอย่างนี้ และทางเดินจะวนรอบเจดีย์ เเต่สถานที่ที่ไปเป็นวันภูเขาทองจำรองเหมือนกันเเต่ก็เหมือนสถานที่จริงทุกอย่างเว้นเเต่ย่อขนาดมาเท่านั้น เเละอยากบอกว่าตอนเดินขึ้นเหนื่อยมาก
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ต้นกระเจียบ+ท้องฟ้า
ต้นกระเจี้ยบ
อันนี้เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ
ชื่อภาษาไทย กระเจี๊ยบแดง
ชื่อภาษาอังกฤษ Roselle
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa Linn.
ชื่อวงศ์ Malvaceae
ลักษณะพืช กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชล้มลุก ลำต้นสูง 1 – 2 เมตร ลำต้นตั้งตรง มีสีแดงอมม่วง ใบออกสลับกัน ก้านใบยาวประมาณ 5 ซม. ตัวใบรีแหลม อาจมีรอยเว้าลึก แบ่งตัวใบออกเป็น 3 แฉก ดอกเดี่ยว ออกบริเวณซอกใบ กลีบเลี้ยงสีม่วงแดง 5 กลีบ อวบน้ำ ติดกับฐานดอกและคงอยู่จนเป็นผล กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวผู้เชื่อมติดกันเป็นแท่ง มีอับเรณูติดทั่วทั้งแท่ง ผลมีลักษณะรูปไข่ป้อมๆ มีจงอยสั้นๆ มีขนหยาบๆ สีเหลืองปกคลุม เมล็ดมีจำนวนมาก ลักษณะเป็นรูปไตเกลี้ยง สีดำหรือน้ำตาล
สรรพคุณทางยา กลีบรองดอก และกลีบเลี้ยง ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาขับเสมหะ พบสารสำคัญในดอกคือ protocatechuic acid, hibiscetin, hibiscin, malvin gossypetin
ข้อบ่งใช้และวิธีใช้ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะโดยนำเอากลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก สีม่วงแดงตากแห้งและบดเป็นผล 1 ช้อนชา (3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มล.) ทิ้งไว้ 5 - 10 นาที รินเฉพาะน้ำสีแดงใสดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาจะหาย
วิธีปลูกและดูแลรักษา เริ่มปลูกในช่วงปลายฤดูฝนโดยเตรียมดินและพรวนดินให้ร่วน ใช้เมล็ดพันธุ์หยอดหลุมละ 3-5 เมล็ด ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 70 ซม. ระหว่างแถว 120 – 150 ซม. เมื่ออายุได้ 3 – 4 สัปดาห์ ให้เลือกถอนต้นที่ไม่เข็งแรงออกเหลือไว้ 1 – 2 ต้น ควรกำจัดวัชพืชประมาณ 2 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย ถ้ามีแมลงรบกวนใช้จำกัดตามความเหมาะสม ออกดอกระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน
พออ่านเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยแล้วก็ดูรูปที่ nam ถ่ายไว้ด้วยจ้า
วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
นกแก้ว
นกแก้ว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Psittacus torquata) แยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้มากกว่า 500 ชนิด มีพื้นเพที่อยู่อาศัยตั้งเดิมอยู่ในป่าทึบ ในเขตร้อนของประเทศ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หมู่เกาะมลายู แอฟริกา ทางใต้ของทิศ เหนือของอเมริกา อินเดีย นอกจากนี้แล้วยังพบทางแถบตะวันตกของอินเดียโดยทั่วไป นกในตระกูลนกแก้วนั้น มักมีความแตกต่างไปจากนกตระกูลอื่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ จงอย ปากตอนบนของนกแก้วสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่รวมกับหน้าผาก (ขากรรไกร) และมี ลักษณะเด่นได้แก่ ปากคมแข็ง จงอยปากงุ้มเข้าโคนใหญ่ปลายแหลมน่ากลัว เท้ามีนิ้วข้าง หลังสองนิ้วและข้างหน้าสองนิ้วทุกนิ้วมีเล็บที่แหลมคม สามารถใช้เท้าจับกิ่งไม้ได้เหนียวแน่น ปีนป่ายคันไม้ได้เก่งเป็นพิเศษ และในบางโอกาสยังสามารถจับฉีกอาหารได้ด้วย ปาก ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ขนเป็นสีเขียว สามารถ นำมาฝึกสอนให้พูดภาษาของมนุษย์ได้แทบทุกชนิด
สำหรับรังและที่อยู่อาศัยของนกแก้วโดยทั่วไปมักอยู่ตามในโพรงไม้ หรือโพรงหิน ไม่นิยมใช้วัสดุต่าง ๆ ทำรัง นกจากนกแก้ว เควเคอร์(Quaker Parrakeet) และ นกแก้ว อัฟเบริด์ (Lovebirds) นกแก้วทั้ง 2 ชนิดนี้ นิยมทำรังโดยใช้แขนงหรือกิ่งไม้เล็ก ๆ เศษ หญ้า เปลือกไม้โดยนำมาสานประกอบขึ้นเป็นรังเป็นนกปากงุ้มเป็นขอในวงศ์ Psittacidae ตัวสีเขียว ปากแดง อยู่รวมกันเป็นฝูง กินเมล็ดพืชและผลไม้ ในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น นกแก้วโม่ง(Psittacula eupatria) แก้วหัวแพร (P. roseata) นกมาคอว์ อาหารที่ชอบกินคือผลไม้ โดยนกแก้วมีหลายชนิดและมีสีสดใส ส่วนมากเราจะเห็นนกแก้วมีสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า
นกที่คนไทยชอบเลี้ยงมาแต่โบรานมีนกแก้วรวมอยู่ด้วย เพราะนกแก้วสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ กล่าวกันว่ามันมีความจำดี เรียนรู้ได้เร็ว ถ้าพูดอะไรให้ฟังบ่อยๆก็สามารถพูดได้ กล่าวกันว่าเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทับไปบุกอินเดียได้ทอดพระเนตรเห็นนกแก้วเข้า ก็ชอบพระทัยได้ทรงนำกลับยุโรปด้วย และในไม่ช้าก็เป็นที่นิยมมาก ด้วยเหตุนี้ในสมัยนั้นนกแก้วจึงมีราคาแพงมาก จึงได้มีการค้าขายนกแก้วทั้งในยุโรปและเอเชีย การที่คนเราชอบเลี้ยงนกแก้วนั้นเห็นจะเป็นเพราะเหตุ 4 ประการ
- นกแก้วมีสีสวย รูปร่างงดงาม
- สามารถพูดเลียนภาษามนุษย์ได้
- เลี้ยงง่าย
- อายุยืน อย่างในเรื่อง Popular Pet Birds ของ R.P.N. Sinha กล่าวว่า นกแก้วมีอายุยืนมาก อาจอยู่ได้ถึง 70 ปี ชนิดและพันธุ์นกแก้ว
- ครอบครัวแพร์รัทส์ (Parrot)
- พันธุ์คอคคาทู (Cockatoos)
- พันธุ์มาคอว์ (Macaws)
- พันธุ์เลิฟเบิรด์ (Lovebird)
- พันธุ์พาร์ราคีท (Parrakeets)
ที่อยู่อาศัยและวิธีเลี้ยง
- เลี้ยงโดยให้เกาะอยู่บนคอน
- ขาตั้งและคอนสำหรับนกแก้วนั้น จะทำให้นกรู้สึกอิสระและออกกำลังกายได้สะดวก คอนควร ทำด้วยวัสดุเนื้อแข็ง ถ้าคอนเป็นไม้ปลายทั้งสองควรหุ้มด้วยโลหะ มิฉะนั้นนกจะฉีกแทะเล่น ในกรณีที่นกยังไม่เชื่องพอ ควรใช้กำไลสวมข้อเท้าซึ่งติดกับโซ่สวมไว้ก่อน และควรขลิบปีก เสียข้างหนึ่งเพื่อป้องกันนกบินหนี บริเวณขนที่จะต้องตัดออกคือขนปีกชั้นที่ 1 ทั้ง 5 โดย ขลิบออกประมาณ 1 นิ้ว
- เลี้ยงด้วยกรงภายใน
- ในกรณีที่นกแก้วเป็นนกรูปร่างเล็ก ขนาดของกรงโดยทั่วไปแล้วไม่ควรมีขนาดกว้างสูง ต่ำ กว่า 2x3 ฟุต ขนาดของกรงนั้นจะเหมาะสมกับนกหรือไม่สังเกตได้จากเมื่อนกเกาะอยู่กลาง กรง หากนกมีโอกาสกางปีกออกได้สะดวก โดยไม่ติดกับกรงหรือคอน ก็จัดได้ว่ามีความพอดี
- เลี้ยงด้วยกรงภายนอก
- การเลี้ยงนกแก้วด้วยกรงภายนอกนั้นเป็นการดียิ่งสำหรับสุขภาพนก เพราะนกได้อยู่กับสิ่งแวด ล้อมคล้ายกับถิ่นเดิม อากาศโปร่งบริสุทธิ์ นกออกกำลังกายได้ตลอดเวลาแต่ต้องคำนึงถึงแสง แดดและฝน อย่าให้โดนมากเกินไป
อาหารทั่วไปสำหรับเลี้ยงนกแยกออกเป็นชนิดต่างๆได้ดังนี้
- เมล็ดข้าวชนิดต่างๆ ซึ่งมีส่วนผสมของเมล็ดทานตะวัน, ข้าวโอ๊ท, ข้าวสาลี, เมล็ดกัญชา, เมล็ดข้าวโพด, ถั่วลิสง, และเมล็ดข้าวอื่นๆที่กระเทาะเปลือกแล้ว
- ผลไม้ต่างๆ เช่น แอ๊ปเปิ้ล, กล้วย, องุ่น, ส้ม และผมไม้มุกชนิด
- อาหารจำพวกผักสด เช่น หัวมันเทศ, หัวผักกาด, หัวแคร์รอท, ผักโขม, หรือผักจำพวกกระหล่ำปลี, และผักในสวนครัวชนิดอื่นๆ
- กระดองปลาหมึก, ทราย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
