วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
การถ่ายภาพ Portrait
1. จงหลีกเลี่ยงฉากหลังที่มาแย่งความสนใจของบุคคล วัตถุในภาพควรเป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อ
ให้บุคคลในภาพเด่นเท่านั้น เช่นภาพคนกำลังวาดภาพ แปรงสี, ภู่กันหรือจานสี ก็เป็นองค์ประกอบที่สร้าง
ความรู้สึกทั่วไปในภาพให้ผสมกลมกลืนกับบุคคลที่เป็นช่างศิลปในภาพฉากหลังที่มารบกวน เช่นกำแพง
อิฐ หรือสิ่งอื่นใดควรขจัดทิ้งไปซึ่งอาจจะทำได้หลายวิธี คือเปิดรูรับแสงให้กว้างๆเพื่อให้ภาพมีความชัดลึก
น้อย หรือเราจะจัดฉากหลังให้เป็นกลางโดยใช้ท้องฟ้าเป็นฉากหลังพยายามจัดตัวแบบให้อยู่บนเนินหรือ
กำแพง เพื่อเปิดโอกาสให้ถ่ายภาพมุมต่ำได้ หรือแม้แต่พื้นดินหรือสนามหญ้าฯลฯ ก็ใช้เป็นฉากหลังเรียบๆ
โดยการถ่ายภาพมุมสูง คือกดกล้องให้ต่ำลง ถ้ามีวัตถุอื่นเป็นฉากหลังควรจัดเสียใหม่
ให้บุคคลในภาพเด่นเท่านั้น เช่นภาพคนกำลังวาดภาพ แปรงสี, ภู่กันหรือจานสี ก็เป็นองค์ประกอบที่สร้าง
ความรู้สึกทั่วไปในภาพให้ผสมกลมกลืนกับบุคคลที่เป็นช่างศิลปในภาพฉากหลังที่มารบกวน เช่นกำแพง
อิฐ หรือสิ่งอื่นใดควรขจัดทิ้งไปซึ่งอาจจะทำได้หลายวิธี คือเปิดรูรับแสงให้กว้างๆเพื่อให้ภาพมีความชัดลึก
น้อย หรือเราจะจัดฉากหลังให้เป็นกลางโดยใช้ท้องฟ้าเป็นฉากหลังพยายามจัดตัวแบบให้อยู่บนเนินหรือ
กำแพง เพื่อเปิดโอกาสให้ถ่ายภาพมุมต่ำได้ หรือแม้แต่พื้นดินหรือสนามหญ้าฯลฯ ก็ใช้เป็นฉากหลังเรียบๆ
โดยการถ่ายภาพมุมสูง คือกดกล้องให้ต่ำลง ถ้ามีวัตถุอื่นเป็นฉากหลังควรจัดเสียใหม่
2. ให้ตัวแบบทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ความเคอะเขินของตัวแบบ เช่นให้ถือของบางอย่าง เช่น
หนังสือช่อดอกไม้ เป็นต้น หรือบางสิ่งบางอย่างที่สามารถบอกลักษณะของบุคคลได้ พยายามถ่ายบุคคลให้
สัมพันธ์กับกิจกรรมที่เขาทำอยู่ เช่นเด็กกำลังเล่นของเล่นผู้หญิงกำลังจัดดอกไม้เป็นต้นในกรณีการถ่าย
ภาพเด็ก จำเป็นมากเพราะหากจู่ๆก็เข้าไปถ่ายภาพเด็กทันที เด็กไม่คุ้นเคยก็จะเกิดความตื่นกลัวไม่ยอมให้
หนังสือช่อดอกไม้ เป็นต้น หรือบางสิ่งบางอย่างที่สามารถบอกลักษณะของบุคคลได้ พยายามถ่ายบุคคลให้
สัมพันธ์กับกิจกรรมที่เขาทำอยู่ เช่นเด็กกำลังเล่นของเล่นผู้หญิงกำลังจัดดอกไม้เป็นต้นในกรณีการถ่าย
ภาพเด็ก จำเป็นมากเพราะหากจู่ๆก็เข้าไปถ่ายภาพเด็กทันที เด็กไม่คุ้นเคยก็จะเกิดความตื่นกลัวไม่ยอมให้
ถ่ายหรือถ่ายได้ภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นขณะกำลังถ่ายจึงควรแนะนำให้เด็กเล่นอะไรที่สนุก หรือหา
ของเล่นมาให้ จงปล่อยให้เด็กเป็นตัวของตัวเองแล้วค่อยจับอากัปกิริยาที่ต้องการมีข้อห้ามอยู่ 3 ข้อในการถ่าย
ภาพเด็กคือ
- อย่าให้แสงแดดส่องเข้าใบหน้าเด็กตรงๆจะทำให้เด็กมีนัยตาหยีและหน้าตาดูกร้านเกินวัย
- อย่าถ่ายภาพเด็กไกลเกินไป จะได้ภาพเล็กยากที่จะขยายให้ดีได้
- อย่าเลือกถ่ายตรงสถานที่ที่มีฉากหลังยุ่งเหยิง
ภาพเด็กคือ
- อย่าให้แสงแดดส่องเข้าใบหน้าเด็กตรงๆจะทำให้เด็กมีนัยตาหยีและหน้าตาดูกร้านเกินวัย
- อย่าถ่ายภาพเด็กไกลเกินไป จะได้ภาพเล็กยากที่จะขยายให้ดีได้
- อย่าเลือกถ่ายตรงสถานที่ที่มีฉากหลังยุ่งเหยิง
3. ในการถ่ายภาพหมู่ที่เป็นการเป็นงาน ช่างภาพควร จัดให้นั่งหรือยืนกันเป็นแถวให้สวยงาม แต่ในกรณี
การถ่ายภาพโดยทั่วไปที่ไม่เป็นการเป็นงานนั้น ควรชวนให้ทุกคนมุ่งความสนใจไปสิ่งหนึ่งรวมกัน และ
ควรจัดตำแหน่งของคนในภาพให้ศีรษะผู้ที่เป็นแบบเรียงกันให้สวยงาม อย่าซ้อนกันเป็นเส้นตรงขนานกันไป
แต่ควรจัดแนวศีรษะอยู่ในรูปสามเหลี่ยมจะ ทำให้ภาพดูเด่นและน่าสนใจขึ้น
การถ่ายภาพโดยทั่วไปที่ไม่เป็นการเป็นงานนั้น ควรชวนให้ทุกคนมุ่งความสนใจไปสิ่งหนึ่งรวมกัน และ
ควรจัดตำแหน่งของคนในภาพให้ศีรษะผู้ที่เป็นแบบเรียงกันให้สวยงาม อย่าซ้อนกันเป็นเส้นตรงขนานกันไป
แต่ควรจัดแนวศีรษะอยู่ในรูปสามเหลี่ยมจะ ทำให้ภาพดูเด่นและน่าสนใจขึ้น
4.ในการให้แสงเพื่อแสดงลักษณะของบุคคล จัดลักษณะของแสงและทิศทางที่มาของแสงให้เหมาะ
กับวัตถุที่ถ่าย แสงกระจายนุ่มๆ และการให้แสงแบบแบนๆจะให้ความนุ่มนวลและเป็นความรู้สึกที่เหมาะ
สมกับวัตถุที่อยู่นิ่งๆ ให้อารมณ์หรือบรรยากาศเคร่งขรึมแสงจัด เป็นแสงหนักและให้ความรู้สึกเปิดเผย
แสงที่มาในแนวเฉียง เหมาะสำหรับบุคคลที่ให้อารมณ์และบรรยากาศตื่นเต้น พยายามหลีกเลี่ยงการถ่าย
ภาพในตอนเที่ยงวัน เพราะแสงแรงและจะเกิดเงาใต้ตาไม่สวยงามและอย่าพยายามบังคับให้ผู้ถูกถ่าย
หันหน้าเข้าดวงอาทิตย์ ควรใช้แสงแนวเฉียงเข้าเหนือศีรษะจะช่วยแยกผมออกจากผิวพื้น ภาพบุคคลจะเด่นขึ้น
กับวัตถุที่ถ่าย แสงกระจายนุ่มๆ และการให้แสงแบบแบนๆจะให้ความนุ่มนวลและเป็นความรู้สึกที่เหมาะ
สมกับวัตถุที่อยู่นิ่งๆ ให้อารมณ์หรือบรรยากาศเคร่งขรึมแสงจัด เป็นแสงหนักและให้ความรู้สึกเปิดเผย
แสงที่มาในแนวเฉียง เหมาะสำหรับบุคคลที่ให้อารมณ์และบรรยากาศตื่นเต้น พยายามหลีกเลี่ยงการถ่าย
ภาพในตอนเที่ยงวัน เพราะแสงแรงและจะเกิดเงาใต้ตาไม่สวยงามและอย่าพยายามบังคับให้ผู้ถูกถ่าย
หันหน้าเข้าดวงอาทิตย์ ควรใช้แสงแนวเฉียงเข้าเหนือศีรษะจะช่วยแยกผมออกจากผิวพื้น ภาพบุคคลจะเด่นขึ้น
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ภาพชัดตื้นหรือลึก
ภาพชัดตื้นหรือลึก (shallow/deep depth of field) คำว่าตื้น/ลึกหมายถึงช่วงความลึกของภาพที่จะคมชัดนั่นเอง ลองนึกถึงสถานการณ์สองแบบ แบบแรกคุณอยากถ่ายรูปคนครึ่งตัว โดยต้องการให้คนในรูปเด่นกว่าวิวด้านหลัง ไม่ว่าวิวด้านหลังจะเป็นฝาผนังห้องสีหม่นๆ หรือมีของอะไรก็ไม่รู้รกรุงรังไปหมด หรือมีคนเดินไปเดินมา ที่อาจจะทำให้ภาพออกมาดูไม่ดี เราก็อยากเน้นให้คนที่เราถ่ายชัดๆ ในขณะที่ภาพด้านหลังเบลอๆ แบบนี้เราควรจะถ่ายภาพแบบชัดตื้น นั่นคือช่วงความลึกที่ภาพจะชัดจะน้อย อีกสถานการณ์หนึ่ง คุณไปเที่ยวเจอวิวทิวทัศน์สวยๆ อยากถ่ายเก็บรูปวิวให้คมชัดทุกส่วน ไม่งั้นเดี๋ยวแม่น้ำชัดแต่ภูเขาด้านหลังมัว ไม่ก็ป้ายดิสนีย์ชัด แต่ตึกที่เป็นลวดลายการ์ตูนกับมัว ภาพก็ขาดความน่าสนใจไป แบบนี้เราต้องเลือกถ่ายแบบชัดลึก นั่นคือไม่ว่าของอะไรอยู่ห่างจากกล้องแค่ไหนก็จะชัดหมด (เลนส์แต่ละตัวจะมีสเปกว่าระยะโฟกัสต่ำสุดมีค่าเท่าไร นั่นหมายความว่าของที่อยู่ใกล้เกินไปอาจโฟกัสไม่ได้ แต่ของที่อยู่ห่างกว่านั้นสามารถโฟกัสชัดหมด) การถ่ายภาพชัดเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะให้ชัดตื้นหรือชัดลึกจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนดูเข้าใจว่าคนถ่ายต้องการสื่ออะไรในรูปบ้าง
วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วิธีการซื้อกล้องดิจิตอล
มาเข้าเรื่องกันเลย... ไม่ว่าคุณกำลังจะซื้อกล้องดิจิตอลใหม่เอี่ยมแกะกล่อง หรือกล้องดิจิตอลมือสอง จะเป็นกล้องชนิดแบบใดก็ตามแต่ สิ่งสำคัญที่คุณต้องดูก่อนจะจ่ายตังค์ นั่นก็คือ เซ็นเซอร์รับภาพแทนฟิล์ม (CCD, CMOS) ตัวเซ็นเซอร์นี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในกล้องดิจิตอลเลยทีเดียวนะครับ หากเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ ทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ หรือเกิดการเสื่อมสภาพขึ้นล่ะก้อ กล้องถ่ายรูปตัวนั้น ก็อาจกลายเป็นที่ทับกระดาษราคาแพงไปได้เลยนะครับเริ่มต้นควรตรวจสอบเซ็นเซอร์ของกล้องก่อนว่ามี จุดร้อน จุดตาย (Hot pixel / Dead pixel) หรือไม่ เจ้าจุดร้อน จุดตาย ที่ว่านี้ก็คือ เซ็นเซอร์รับภาพของกล้องดิจิตอล ซึ่งจะมีจุดรวมกันหลายจุดบนเซ็นเซอร์ แต่ละจุดจะทำหน้าที่รับภาพโดยการแปลงข้อมูลแสง (Optical Image) ให้เป็น ข้อมูลตัวเลข (Digitized Image) หากจุดใดจุดหนึ่งเกิดปัญหารับสัญญาณมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง กรณีนี้เรียกว่า จุดร้อน (Hot pixel) และหากจุดใดที่มีปัญหารับสัญญาณมาไม่ได้เลย ก็จะเรียกว่า จุดตาย (Dead pixel)การตรวจสอบ จุดร้อน จุดตาย (Hot pixel / Dead pixel) นี้จะทำได้โดยการใช้โปรแกรมตรวจสอบโดยเฉพาะแต่ในทางปฎิบัติจริง เจ้า Hot/Dead เหล่านี้ มันแทบจะไม่มีผลกับภาพมากมายอะไรนัก (หากมีไม่เยอะสุดๆจริงๆ) เพราะแต่ละจุดที่เกิด Hot/Dead นั้น หากมีการย่อขยายไฟล์รูปเพื่อนำไปพิมพ์เมื่อไหร่ เจ้าจุดเหล่านี้ก็แทบจะหายไปหมดแล้วครับ (หัวยิงแสง หรือฟิล์มเทียมของเครื่องอัดรูปดิจิตอล จะไม่ละเอียดเท่ากับเซ็นเซอร์รับภาพของกล้องดิจิตอลครับ เจ้าพวกจุดเหล่านี้ก็จะถูกบดบี้ บดบัง หายไป แทบไม่มีวันปรากฎบนกระดาษอัดรูปให้เราเห็นง่ายๆอย่างแน่นอน) แต่คุณจะยังคงสามารถเห็นเจ้าจุดเหล่านี้ได้ เมื่อคุณเปิดไฟล์รูปต้นฉบับที่ยังไม่ผ่านการย่อขยายใดๆ (Resize) บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในอัตราขยายเท่าความละเอียดจริง (Actual size)แต่ก็นั่นแหล่ะครับ ของใหม่ ก็คือของใหม่ คนซื้อก็อยากได้ของที่สมบูรณ์ที่สุด รู้ไว้ใช่ว่า หากตรวจเจอว่ากล้องมีจุดเหล่านี้ มีโอกาสเปลี่ยนได้ ก็เปลี่ยนเป็นตัวที่ไม่มี ดีกว่าครับ จะได้สบายใจในการจ่ายตังค์กันไปหลังจากตรวจสอบ Hot/Dead ที่ตัวเซ็นเซอร์แล้ว สิ่งที่ต้องตรวจสอบ Hot/Dead บนตัวกล้องอีกที่ ก็คือบนหน้าจอ LCD สำหรับดูรูปที่ถ่าย Hot/Dead ที่เกิดบนจอ LCD (ถ้าไม่ได้เกิดในไฟล์รูป) จะไม่มีผลกับภาพที่บันทึกมานะครับ แต่หากคุณกำลังจะซื้อกล้องใหม่ ก็คงไม่มีใครอยากให้กล้องของตัวเองต้องมีตำหนิ ใช่ไหมครับ? หากไม่ลืมก็ควรดูตรงนี้ด้วยนะครับวิธีตรวจสอบก็คือ ถ่ายแบบเดียวกับการตรวจสอบ Hot/Dead บนเซ็นเซอร์ (ต้องตรวจสอบก่อนว่าบนเซ็นเซอร์ไม่มี Hot/Dead นะครับ) เมื่อกดดูรูปที่มืดสนิทบนจอ LCD ให้ลองมองหาจุดสว่างบนจอดู กรณีนี้สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าครับ ทดสอบให้แน่ใจ หากไม่มีจุดสว่างๆ หรือจุดผิดปกติใดๆบนหน้าจอ LCD ของกล้อง ก็ถือว่าผ่านครับ
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เทคนิคการถ่ายภาพ
ความเร็วชัตเตอร์
- เป็นการกำหนดระยะเวลาในการบันทึกภาพ ซึ่งกลไกของกล้องจะมีแผ่นเลื่อนเปิดปิดอยู่หน้าฟิล์ม (หรือแผ่นรับแสง CCD ในกรณีของกล้องดิจิตอล) เรียกว่าชัตเตอร์ สามารถเปิดและปิดเพื่อเปิดให้แสงเข้าไปบันทึกภาพตามระยะเวลาที่เราตั้งความเร็วชัตเตอร์ เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง เช่น การถ่ายภาพจากแหล่งแสงที่มีแสงน้อย เช่น แสงเทียน ต้องเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์หลายวินาที ส่วนการถ่ายภาพกลางแจ้ง มีแดดจัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงกว่า เช่น 1/500 วินาทีเป็นต้น
ปัจจัยอื่นที่สำคัญคือ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุ เช่น การถ่ายภาพรถยนต์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ต้องการให้ภาพคมชัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่ทำได้ โดยสัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่เลือก เช่น ตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/4000 วินาที เป็นต้น
- ขนาดรูรับแสง
- กล้องส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์บังคับให้แสงผ่านเลนส์มากหรือน้อย โดยใช้แผ่นกลีบโลหะซึ่งติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์เป็นการกำหนดปริมาณแสงผ่านเลนส์ได้มากหรือน้อย โดยวิธีเปิดรูเล็กสุด เช่น f/22 และค่อยๆใหญ่ขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเปิดเต็มที่ เช่น f/1.4 แต่ขนาดเปิดเต็มที่จะขึ้นกับขนาดชิ้นเลนส์ด้วย เลนส์ราคาสูงที่มีเลนส์ชิ้นหน้าขนาดใหญ่ จะรับแสงได้มากกว่า ซึ่งหมายถึงเปิดรูรับแสงเต็มที่ได้กว้างกว่า เช่น f/1.2 สำหรับการถ่ายภาพจะเลือกใช้ขนาดรูรับแสงใด โดยทั่วไปจะพิจสาสารณาจากสภาพแสง ถ้าแสงมากมักจะใช้ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่น f/11 ถ้าแสงน้อยมักจะใช้ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่น f/2 เป็นต้น
ปัจจัยอื่นที่สำคัญ คือ ความชัดลึก
ตะวันลับขอบฟ้า
เคยได้ยินมาว่า...
"พระอาทิตย์ตกดิน สื่อความหมายถึงการลาจาก"
ฉันไม่ค่อยชอบบรรยากาศตอนนี้ซักเท่าไหร่ (สวยแบบเศร้าๆ) หากได้นั่งอยู่คนเดียวทีไร อดให้นึกถึงเรื่องของวันวานไม่ได้ทุกที
เนี่ยแหละนะ สัจธรรมของมนุษย์ มีพบก้อมีจาก... มีเสียงหัวเราะก้อต้องมีหยดน้ำตา ... เหมือนงานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา ... ไม่มีความสุขใดที่จะอยู่กับเราทุกวัน และไม่มีความทุกข์ใดจะอยู่กับเราตลอด ... ทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขของเวลา ...
บางทีในอีกมุมหนึ่ง "พระอาทิตย์ตกดิน สื่อความหมายของการลาที" (ไม่ใช่ลาจาก) ลา เพื่อหยุดพัก ... พักใจอย่างนิ่งๆ อยู่กับตัวเอง(อย่างมีความสุข)ให้ได้ในแต่ละวันวัน แล้วทบทวนสิ่งที่ผ่านมา ถามตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่ก้อหยุด หรือถอย อีกก้าว เพื่อก้าวต่อไปที่มั่นคงกว่า เหนื่อยก้อต้องพัก แล้วลุกยืนให้ไหว คิดมากทำไม กับความผิดพลาด
ตะวันยังขึ้นได้ใหม่ ชีวิตก้อเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน จะกลัว อะไร แค่กล้าที่จะก้าวออกมา และให้กำลังใจตัวเองทุกวัน ว่า "วันนี้เราต้องดีกว่าเมื่อวาน"
เพราะสิ่งแย่ๆ ได้ลาไปแล้ว ไปพร้อมกับตะวันที่ลับของฟ้าของเมื่อวานนั่นเอง
พรุ่งนี้รีบตื่น เพื่อรับกับตะวันดวงใหม่(ที่เป็นเหมือนความหวังใหม่) อย่างสดใสกันดีกว่า
หากตะวันดวงนี้ อาจมีสิ่งดีๆ มาให้กับเรา เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ดีกว่า และดีกว่า
(ขอบคุณดวงตะวัน)
วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
การดูแลรักษากล้อง
การวางกล้องครับ กล้อง DSLR และอุปกรณ์ต่าง ไม่ว่าจะเลนส์ แฟลช กริ๊ป ฟิลเตอร์ ต่างก็กลัวความชื้นกันทั้งนั้นครับ ยิ่งหน้าฝนอากาศยิ่งชื้นมากกว่าปกติ ดังนั้นการวางกล้องไม่ควรวางไว้ ณ ที่ที่มีความชื้นครับ อาทิ ตู้เสื้อผ้า หรือตู้เหล็ก หรือไม้ครับ ความชื้นในสถานที่ที่กล่าวมานี้จะมีมากกว่าเดิมครับ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ของเรา คือหลักๆ เชื้อรา จะเกิดเป็นคราบดำๆอยู่บริเวณที่เป็นกระจก ไม่ว่าจะเลนส์ หรือกระจกสะท้อนที่ตัวกล้องครับ
วิธีการป้องกันเบื้องต้นที่ถูกหลัก คือการหลีกเลี่ยงความชื้นเหล่านี้ครับ คือการวางกล้องควรวางไว้ในกระเป๋ากล้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกครับ และต้องใส่สารกันชื้นลงในกระเป๋าสัก 1-2 ซอง (ตามความเหมาะสมของกระเป๋าครับ) ความชื้นในกระเป๋าจะถูกดูดความชื้นด้วยสารกันชื้นออกไป หรือถ้าเกิดมีอุปกรณ์มากกว่า 4-5 ชิ้น ก็ควรเลือกอุปกรณ์ที่รองรับกับปริมาณอุปกรณ์ที่เรามีครับอย่าง กล่องกันความชื้นหรือตู้กันความชื้นครับ ราคาก็มีตั้งแต่ประมาณ 2,000 หน่อยๆ ไปถึงหลักหมื่นก็มีครับ ราคาอาจจะสูงสักนิดแต่ใช้ได้ยาวนานครับ พูดได้ง่ายๆว่าคุ้มค่าคุ้มราคาครับ เพราะถ้าอุปกรณ์ตัวละหลายๆหมื่น ถึงแสน คงไม่ต้องพูดถึงเลยครับว่าคุ้มค่าแค่ไหน ดังนั้นการหลีกเลี่ยงความชื้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลครับ
วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ตลาดน้ำ
ตลาดน้ำโบราณ 140 ปี ริมคลองสำโรง อำเภอบางพลี เป็นตลาดขายของและ
ร้านอาหารริมน้ำที่มีมานาน อดีตตลาดน้ำโบราณ 140 ปี ริมคลองสำโรง อำเภอบางพลี เป็นตลาดขายของและ ร้านอาหารริมน้ำที่มีมานาน อดีตเคยมีความเจริญรุ่งเรือง สมัยที่คนไทยใช้ชีวิต อยู่ตามริมคลอง และพายเรือจ้ำ เรือแจวเป็นพาหนะ ลำคลองจึงเปรียบเสมือนเป็นถนนของการสัญจรของคนไทยในอดีต หลายจังหวัดที่เคยมีตลาดน้ำในลักษณะนี้ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นสังคมยุคใหม่ ไปหมดแล้ว แต่คลองสำโรง บางพลี ยังเป็นตลาดน้ำที่มีชีวิต เป็นชีวิตจริงที่ยัง ดำเนินไปเหมือนเช่นอดีต ในตลาดยังมีสินค้าดั่งเดิม เช่นกระต่ายขูดมะพร้าว กระทะใบเล็กๆ หมากพลู และของกินกับหมาก ที่คุณยาย คุณย่า ยังนั่งเคี้ยวหมากให้เห็น พร้อมกับขายของพวกนี้ไปด้วย ของบางอย่างที่หาดูยากแต่ตลาดที่นี่ยังมีขาย เช่นใต้จุดไฟที่ทำจากน้ำมันดินห่อด้วยเปลือกไม้ สำหรับเป็นเชื้อไฟในการจุดเตาถ่าน หรือสบู่กรดใช้สำหรับซักผ้าให้ขาว รวมทั้งของใช้ในชีวิตประจำวันที่เคยเห็นมาแต่ตอนเด็กๆ
เคยมีความเจริญรุ่งเรือง สมัยที่คนไทยใช้ชีวิต
วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ไก่ เเจ้ ไทย
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วัดภูเขาทอง
รูปนี้ได้ถ่าย ณ วัดภูเขาทอง ในระหว่างการเดินขึ้นไปไหว้พระข้างบน รูปนี้เป็นรูป จำรองของวันภูเขาทองว่าโดยรวมมีลักษณะเป็นอย่างนี้ และทางเดินจะวนรอบเจดีย์ เเต่สถานที่ที่ไปเป็นวันภูเขาทองจำรองเหมือนกันเเต่ก็เหมือนสถานที่จริงทุกอย่างเว้นเเต่ย่อขนาดมาเท่านั้น เเละอยากบอกว่าตอนเดินขึ้นเหนื่อยมาก
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ต้นกระเจียบ+ท้องฟ้า
ต้นกระเจี้ยบ
อันนี้เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ
ชื่อภาษาไทย กระเจี๊ยบแดง
ชื่อภาษาอังกฤษ Roselle
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa Linn.
ชื่อวงศ์ Malvaceae
ลักษณะพืช กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชล้มลุก ลำต้นสูง 1 – 2 เมตร ลำต้นตั้งตรง มีสีแดงอมม่วง ใบออกสลับกัน ก้านใบยาวประมาณ 5 ซม. ตัวใบรีแหลม อาจมีรอยเว้าลึก แบ่งตัวใบออกเป็น 3 แฉก ดอกเดี่ยว ออกบริเวณซอกใบ กลีบเลี้ยงสีม่วงแดง 5 กลีบ อวบน้ำ ติดกับฐานดอกและคงอยู่จนเป็นผล กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวผู้เชื่อมติดกันเป็นแท่ง มีอับเรณูติดทั่วทั้งแท่ง ผลมีลักษณะรูปไข่ป้อมๆ มีจงอยสั้นๆ มีขนหยาบๆ สีเหลืองปกคลุม เมล็ดมีจำนวนมาก ลักษณะเป็นรูปไตเกลี้ยง สีดำหรือน้ำตาล
สรรพคุณทางยา กลีบรองดอก และกลีบเลี้ยง ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาขับเสมหะ พบสารสำคัญในดอกคือ protocatechuic acid, hibiscetin, hibiscin, malvin gossypetin
ข้อบ่งใช้และวิธีใช้ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะโดยนำเอากลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก สีม่วงแดงตากแห้งและบดเป็นผล 1 ช้อนชา (3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มล.) ทิ้งไว้ 5 - 10 นาที รินเฉพาะน้ำสีแดงใสดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาจะหาย
วิธีปลูกและดูแลรักษา เริ่มปลูกในช่วงปลายฤดูฝนโดยเตรียมดินและพรวนดินให้ร่วน ใช้เมล็ดพันธุ์หยอดหลุมละ 3-5 เมล็ด ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 70 ซม. ระหว่างแถว 120 – 150 ซม. เมื่ออายุได้ 3 – 4 สัปดาห์ ให้เลือกถอนต้นที่ไม่เข็งแรงออกเหลือไว้ 1 – 2 ต้น ควรกำจัดวัชพืชประมาณ 2 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย ถ้ามีแมลงรบกวนใช้จำกัดตามความเหมาะสม ออกดอกระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน
พออ่านเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยแล้วก็ดูรูปที่ nam ถ่ายไว้ด้วยจ้า
วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
นกแก้ว
นกแก้ว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Psittacus torquata) แยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้มากกว่า 500 ชนิด มีพื้นเพที่อยู่อาศัยตั้งเดิมอยู่ในป่าทึบ ในเขตร้อนของประเทศ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หมู่เกาะมลายู แอฟริกา ทางใต้ของทิศ เหนือของอเมริกา อินเดีย นอกจากนี้แล้วยังพบทางแถบตะวันตกของอินเดียโดยทั่วไป นกในตระกูลนกแก้วนั้น มักมีความแตกต่างไปจากนกตระกูลอื่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ จงอย ปากตอนบนของนกแก้วสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่รวมกับหน้าผาก (ขากรรไกร) และมี ลักษณะเด่นได้แก่ ปากคมแข็ง จงอยปากงุ้มเข้าโคนใหญ่ปลายแหลมน่ากลัว เท้ามีนิ้วข้าง หลังสองนิ้วและข้างหน้าสองนิ้วทุกนิ้วมีเล็บที่แหลมคม สามารถใช้เท้าจับกิ่งไม้ได้เหนียวแน่น ปีนป่ายคันไม้ได้เก่งเป็นพิเศษ และในบางโอกาสยังสามารถจับฉีกอาหารได้ด้วย ปาก ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ขนเป็นสีเขียว สามารถ นำมาฝึกสอนให้พูดภาษาของมนุษย์ได้แทบทุกชนิด
สำหรับรังและที่อยู่อาศัยของนกแก้วโดยทั่วไปมักอยู่ตามในโพรงไม้ หรือโพรงหิน ไม่นิยมใช้วัสดุต่าง ๆ ทำรัง นกจากนกแก้ว เควเคอร์(Quaker Parrakeet) และ นกแก้ว อัฟเบริด์ (Lovebirds) นกแก้วทั้ง 2 ชนิดนี้ นิยมทำรังโดยใช้แขนงหรือกิ่งไม้เล็ก ๆ เศษ หญ้า เปลือกไม้โดยนำมาสานประกอบขึ้นเป็นรังเป็นนกปากงุ้มเป็นขอในวงศ์ Psittacidae ตัวสีเขียว ปากแดง อยู่รวมกันเป็นฝูง กินเมล็ดพืชและผลไม้ ในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น นกแก้วโม่ง(Psittacula eupatria) แก้วหัวแพร (P. roseata) นกมาคอว์ อาหารที่ชอบกินคือผลไม้ โดยนกแก้วมีหลายชนิดและมีสีสดใส ส่วนมากเราจะเห็นนกแก้วมีสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า
นกที่คนไทยชอบเลี้ยงมาแต่โบรานมีนกแก้วรวมอยู่ด้วย เพราะนกแก้วสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ กล่าวกันว่ามันมีความจำดี เรียนรู้ได้เร็ว ถ้าพูดอะไรให้ฟังบ่อยๆก็สามารถพูดได้ กล่าวกันว่าเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทับไปบุกอินเดียได้ทอดพระเนตรเห็นนกแก้วเข้า ก็ชอบพระทัยได้ทรงนำกลับยุโรปด้วย และในไม่ช้าก็เป็นที่นิยมมาก ด้วยเหตุนี้ในสมัยนั้นนกแก้วจึงมีราคาแพงมาก จึงได้มีการค้าขายนกแก้วทั้งในยุโรปและเอเชีย การที่คนเราชอบเลี้ยงนกแก้วนั้นเห็นจะเป็นเพราะเหตุ 4 ประการ
- นกแก้วมีสีสวย รูปร่างงดงาม
- สามารถพูดเลียนภาษามนุษย์ได้
- เลี้ยงง่าย
- อายุยืน อย่างในเรื่อง Popular Pet Birds ของ R.P.N. Sinha กล่าวว่า นกแก้วมีอายุยืนมาก อาจอยู่ได้ถึง 70 ปี ชนิดและพันธุ์นกแก้ว
- ครอบครัวแพร์รัทส์ (Parrot)
- พันธุ์คอคคาทู (Cockatoos)
- พันธุ์มาคอว์ (Macaws)
- พันธุ์เลิฟเบิรด์ (Lovebird)
- พันธุ์พาร์ราคีท (Parrakeets)
ที่อยู่อาศัยและวิธีเลี้ยง
- เลี้ยงโดยให้เกาะอยู่บนคอน
- ขาตั้งและคอนสำหรับนกแก้วนั้น จะทำให้นกรู้สึกอิสระและออกกำลังกายได้สะดวก คอนควร ทำด้วยวัสดุเนื้อแข็ง ถ้าคอนเป็นไม้ปลายทั้งสองควรหุ้มด้วยโลหะ มิฉะนั้นนกจะฉีกแทะเล่น ในกรณีที่นกยังไม่เชื่องพอ ควรใช้กำไลสวมข้อเท้าซึ่งติดกับโซ่สวมไว้ก่อน และควรขลิบปีก เสียข้างหนึ่งเพื่อป้องกันนกบินหนี บริเวณขนที่จะต้องตัดออกคือขนปีกชั้นที่ 1 ทั้ง 5 โดย ขลิบออกประมาณ 1 นิ้ว
- เลี้ยงด้วยกรงภายใน
- ในกรณีที่นกแก้วเป็นนกรูปร่างเล็ก ขนาดของกรงโดยทั่วไปแล้วไม่ควรมีขนาดกว้างสูง ต่ำ กว่า 2x3 ฟุต ขนาดของกรงนั้นจะเหมาะสมกับนกหรือไม่สังเกตได้จากเมื่อนกเกาะอยู่กลาง กรง หากนกมีโอกาสกางปีกออกได้สะดวก โดยไม่ติดกับกรงหรือคอน ก็จัดได้ว่ามีความพอดี
- เลี้ยงด้วยกรงภายนอก
- การเลี้ยงนกแก้วด้วยกรงภายนอกนั้นเป็นการดียิ่งสำหรับสุขภาพนก เพราะนกได้อยู่กับสิ่งแวด ล้อมคล้ายกับถิ่นเดิม อากาศโปร่งบริสุทธิ์ นกออกกำลังกายได้ตลอดเวลาแต่ต้องคำนึงถึงแสง แดดและฝน อย่าให้โดนมากเกินไป
อาหารทั่วไปสำหรับเลี้ยงนกแยกออกเป็นชนิดต่างๆได้ดังนี้
- เมล็ดข้าวชนิดต่างๆ ซึ่งมีส่วนผสมของเมล็ดทานตะวัน, ข้าวโอ๊ท, ข้าวสาลี, เมล็ดกัญชา, เมล็ดข้าวโพด, ถั่วลิสง, และเมล็ดข้าวอื่นๆที่กระเทาะเปลือกแล้ว
- ผลไม้ต่างๆ เช่น แอ๊ปเปิ้ล, กล้วย, องุ่น, ส้ม และผมไม้มุกชนิด
- อาหารจำพวกผักสด เช่น หัวมันเทศ, หัวผักกาด, หัวแคร์รอท, ผักโขม, หรือผักจำพวกกระหล่ำปลี, และผักในสวนครัวชนิดอื่นๆ
- กระดองปลาหมึก, ทราย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

